Monday, May 16, 2016

การฝึกให้ลูกนอนหลับยาวตลอดคืน (ประสบการณ์จริง ของด.ญ.แพท)


ว่าด้วยเรื่องของการเป็นพ่อแม่ หนึ่งในสิ่งที่ถือว่าการเลี้ยงลูกประสบผลสำเร็จคงหนีไม่พ้นการที่ลูก "กินอิ่ม นอนหลับ" แม้จะฟังดูเป็นสิ่งง่าย แต่แท้จริงแล้วมันไม่ใช่แค่การกินๆๆและนอนๆๆ อีกทั้งยังมีความหมายที่ลึกซึ้งซ่อนอยู่ใต้ 2 สิ่งนี้ เพราะการกินอิ่ม ไม่ใช่แค่กินอะไรก็ได้ ตัวอย่างเช่น สำหรับเด็กแรกเกิดถึง 6 เดือน การได้นมแม่ล้วนโดยไม่ผสมนมผงถือเป็นสิ่งที่ดีที่สุด และการที่จะได้มาซึ่งนมแม่ต้องขอบอกเลยว่า ท่อนเพลง "เลือดในอกผสมกลั่นเป็นน้ำนมให้ลูกดื่มกิน" นั้นเป็นความจริง แต่หากจำเป็นต้องใช้นมผสมก็ควรเป็นนมที่มีคุณภาพและไม่ทำให้ลูกแพ้ หรือเมื่อถึงวัยทานอาหารจะทำอย่างไรให้ลูกทานของที่มีประโยชน์ อีกเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่งยวดคือเรื่องการนอนหลับ ซึ่งไม่ได้หมายถึงหลับกี่โมงก็ได้ แต่ควรเป็นเวลาตามนาฬิกาชีวิตเพื่อให้อวัยวะภายในของร่างกายทำงานอย่างมีประสิทธิภาพที่สุด แล้วยังมีเรื่องของการหลับยาวเพื่อให้ฮอร์โมนการเจริญเติบโตหลั่งได้เต็มที่ เห็นมั้ยคะว่าเรื่องง่ายๆที่ไม่ง่ายนั้นมันคืออะไร

บล็อกนี้แพนจะขอแชร์ประสบการณ์ในการฝึกลูกให้นอนด้วยตัวเองค่ะ เป็นวิธีที่ชื่อว่า The Sleepsense Program by Dana Obleman ซึ่งโปรแกรมนี้เน้นในการฝึกให้ลูกนอนหลับยาวตลอดคืน (Proven Strategies for Teaching Your Child to Sleep Through the Night) เล่มที่แพนอ่านนั้นเป็น Second Edition ค่ะ หนังสือหนาพอควรแต่อ่านแล้วทำให้เข้าใจกระบวนการคิดและช่วยปรับทัศนคติที่พ่อแม่ปู่ย่าตายายมีค่ะ นั่นคือสาเหตุหลักที่แนะนำให้พ่อแม่ที่สนใจโปรแกรมนี้อ่านหนังสือด้วยตัวเองแล้วจึงฝึกลูกค่ะ

เรื่องราวของแพน-โป้-ด.ญ.แพท
อะไรคือจุดเปลี่ยน
  • จุดเปลี่ยนที่ทำให้รู้สึกว่าต้องการทำอะไรซักอย่างกับการนอนของลูกของแต่ละคนแตกต่างกัน
  • ปัญหาของแต่ละคนก็แตกต่างกัน เช่น ลูกนอนไม่ถึง 10-12 ชั่วโมง ลูกนอนยากตอนกลางวัน ใช้เวลากล่อมลูกเป็นชั่วโมง ฯลฯ
  • จุดเปลี่ยนของแพน-โป้-ด.ญ.แพทคือตอนที่แพทหลับคาเต้าทั้งกลางวันกลางคืน แพนขยับตัวไม่ได้เลย แค่แพนลุกไปห้องน้ำแพทก็ตื่น บางทีแพนอั้นไม่ได้เข้าห้องน้ำหลายชั่วโมงเพราะอยากให้ลูกนอนนาน แล้วอีกอย่างคือเค้ามานอนเตียงเรา โดยแทบไม่ได้ใช้เตียงเค้าเองเลย ประกอบกับมีเพื่อนๆและคนรอบข้างเริ่มซื้อเปล ซึ่งแพนคิดลึกๆว่า เปลไม่น่าใช่สิ่งที่เด็กทุกคนเกิดมาแล้วต้องการ และเราไม่สามารถนำเปลไปด้วยทุกที่ที่เราไป ที่แย่ไปกว่านั้นคือ กลางคืนลูกตื่นขึ้นมากินนม แล้วเราก็ต้องปั๊มนมต่อ สรุปแล้วแม่ได้นอนไม่ต่อเนื่อง กลางวันก็ยิ่งเหนื่อยเพลีย หงุดหงิด ปวดหัว ทะเลาะกับคนในครอบครัว
  • แพนเห็นดังนี้เลยถามรุ่นพี่ที่แพนนับถือคนหนึ่ง จุดเปลี่ยนของรุ่นพี่คนนี้คือ เค้าอุ้มลูกจนข้อมืออักเสบทั้งสองข้าง อุ้มกล่อมนอนไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว จึงต้องหาวิธีทำยังไงให้ลูกหลับเองโดยไม่ต้องอุ้ม แล้วก็ค้นพบการฝึกตามโปรแกรมนี้ซึ่งเค้าใช้ฝึกลูกทั้งสองคน ลูกคนแรกฝึกตอน 4 เดือน ลูกคนที่สองฝึกตอน 2 เดือน ตอนนี้ลูกเค้า 4 ขวบและ 2 ขวบแล้ว น้องทั้งสองเป็นคนสดใสร่าเริง พูดเก่งอีกต่างหาก เราก็มั่นใจได้ว่าโปรแกรมนี้ไม่มีอันตรายกับสุขภาพกายและสุขภาพจิตของเด็กแน่นอน
แพนเตรียมตัวยังไง
  • แพนใช้วิธีปรินท์ออกมา และอ่านเอกสารให้จบถึงตรงที่พอเหมาะอายุของลูกเรา (แพนเองค่อยๆกระดึ๊บอ่านอยู่ 2 สัปดาห์ค่ะ สาเหตุก็อย่างที่บอก ขยับตัวจากแพทไม่ค่อยได้เลยค่ะ)
  • เอกสารทั้งหมดคือ 199 หน้า แต่ตัวแพนเองอ่านไป 102 หน้า ซึ่งคือสำหรับเด็กแรกเกิด - 1 ปีค่ะ แล้วก็ฝึกลูกค่ะ ขีดเส้นใต้ส่วนที่สำคัญ
  • บรีฟให้สามีฟังเฉพาะตรงที่ขีดเส้นใต้ตั้งแต่ต้นจนจบ (สามีมีส่วนสำคัญมากๆ กับความสำเร็จ เพราะเราต้องลงเรือลำเดียวกันค่ะ หากใครคนนึงใจอ่อน อีกคนต้องช่วยกันฉุดให้ใจแข็งค่ะ)
  • แจ้งให้ปู่ย่าตายายทราบว่าเราตัดสินใจแล้วที่จะฝึกลูกด้วยวิธีนี้ จัดแจงให้ชัดเจนว่าจะให้ใครทำอะไรตอนไหน เช่น ใครเป็นคนทำ bedtime routine สลับกันอย่างไรระหว่างพ่อแม่ปู่ย่าตายาย
  • สมัคร email newsletter ในเวปของ The Sleepsense Program by Dana Obleman เพื่อรับข่าวสารและเคล็ดลับต่างๆ
ฝึกแพท
ฝึกตอนอายุเท่าไหร่? เราเริ่มฝึกแพทตอนอายุ 2 เดือน 11 วันค่ะ (10 สัปดาห์ 2 วัน) ตอนที่น้ำหนัก 5 ก.ก. (แพทเกิดตอน 39 สัปดาห์) เลือกช่วงหยุดสงกรานต์และช่วงที่ไม่มีแผนออกไปต่างจังหวัด

ฝึกอย่างไร?
หลายคนสนใจอยากฝึกลูกแล้วถามว่าทำอย่างไรเพื่อจะได้ไปทำตามทันที แพนขออนุญาตไม่แนะนำอย่างนั้นค่ะ ถ้าไม่อ่านหนังสือให้ละเอียดเราจะไม่เข้าใจว่า "ทำไม" ต้องฝึกลูก อีกทั้งในกรณีที่มีเสียงขัดแย้งหรือวิจารณ์จากคนรอบข้างหรือปู่ย่าตายาย จะทำให้เรา "ไขว้เขว" ค่ะ แล้วผลเสียจะตกอยู่ที่ลูกเองค่ะ ดังนั้นการเข้าใจทั้ง Why & What & How จึงเป็นสิ่งที่สำคัญมากและจะทำให้เรามั่นคงและมั่นใจในการฝึกลูกครั้งนี้ค่ะ แต่นี่คือวิธีคร่าวๆนะคะ 
  1. หยุดใช้ตัวช่วยกล่อมให้ลูกหลับ เช่น เข้าเต้าหลับ ไกวเปล อุ้มโยก รถเข็นหรือคาร์ซีท
  2. กำหนด Bedtime routine ที่ชัดเจน เพลิดเพลิน และยาว 20-30 นาที อย่าให้สั้นหรือนานกว่านี้ (ของแพทคือ 7:00-7:10 อาบน้ำ ใส่ชุดนอน, 7:10-7.15 ร้องเพลง, 7:15-7:25 ให้นมขวด, 7:25 วางเตียง)
  3. เข้านอนแต่หัวค่ำ คือ เด็กอายุ 3-6 เดือนควรนอน 7:00-8:00 pm, เด็กอายุ 7-12 เดือนควรนอน 6:30-7:30 pm, เด็กอายุ 1+ปี ควรนอน 7:00-8:00 (ตัวแพนเองเลือกให้ลูกนอน 7:30 เพราะ เหมาะกับทุกช่วงอายุ และ Bedtime routine เริ่มด้วยการอาบน้ำ เลยไม่อยากให้ลูกอาบน้ำดึกเกินไป)
  4. มีประโยคประจำที่ใช้ส่งลูกเข้านอน เช่น "ถึงเวลานอนแล้วนะลูก" "It's night time"
  5. เวลากลางวัน เด็กอายุ 3-5 เดือน ควรตื่นครั้งละ 1-2 ชั่วโมง, เด็กอายุ 6-12 เดือน ควรตื่นครั้งละ 3-4 ชั่วโมง
ใช้เวลาฝึกนานมั้ย?
ใช้เวลาฝึกแพท ไม่นานเลยค่ะ เด็กยังเล็กมาก เค้าเรียนรู้เร็วกว่าที่เราคิด อย่าดูถูกเด็กเล็กเชียว อย่างไรก็ดีเด็กแต่ละคนก็ใช้เวลาต่างกันไปนะคะ นี่คือเวลาที่แพทใช้ค่ะ

  • นอนกลางคืน คืนที่ 2 ก็สำเร็จเรื่องนอนเป็นเวลาคือ 7.30 pm ค่ะ แต่เรื่องนอนยาว 10 ชม. สำเร็จตอนสัปดาห์ที่ 3 ค่ะ 
  • แต่สำหรับนอนกลางวัน การฝึกนั้นยากกว่าพอควร ใช้เวลา 2 สัปดาห์ที่จะหลับด้วยตัวเอง และใช้เวลา 4 สัปดาห์ที่จะหลับยาวในแต่ละรอบ
ผลลัพท์ที่ได้
ผลลัพท์โดยตรงเรื่องการนอน
  • กลางคืนนอนตอน 7.30 pm ทุกวันโดยไม่ต้องให้หลับคาเต้า หรืออุ้ม หรือโยก 
  • กลางคืนนอนยาว 10 ชม.ถึงเช้า (นอน 7.30 pm ตื่น 5.30 หรือ 6.00) ไม่ต้องเปลี่ยนเพิสเลยค่ะ 
  • กลางวันนอน 2 รอบ รอบละ 3-4 ชม. รวมแล้วนอนวันละ 15 ชม.
  • นอนเตียงตัวเองตลอดทั้งกลางวันกลางคืน 
  • ตอนที่ตื่นคือแพทสดชื่น เล่นเต็มที่ กินนมเต็มที่ และง่วงเมื่อไหร่ก็หลับเองได้ มีร้องแอ๊ะๆ ครางเบาๆ ดูดนิ้วเพื่อกล่อมตัวเอง
ผลลัพท์ทางบวกอื่นๆ
  • กินนมวันละ 4 รอบ โดยแต่ละรอบกิน 3.5-6 ออนซ์ ไม่ต้องมีมื้อเล็กมื้อน้อยให้ต้องกังวลเรื่องเตรียมนม
  • เปลี่ยนเพิสวันละ 4-5 ครั้ง คือหลังตื่นแต่ละรอบและก่อนเข้านอนกลางคืน (เมื่อก่อนใช้วันละ 10+ แผ่นค่ะ เพราะร้องทีก็เปลี่ยนที ทั้งที่จริงๆเพิสยังรองรับได้อีก)
  • เลี้ยงง่าย พาไปไหนก็ได้ ไปต่างจังหวัดก็นอนใน travel cot หรือ รถเข็น หรือ car seat ได้เมื่อถึงเวลานอน  
  • พ่อแม่ปู่ย่าตายายมีเวลาเป็นของตัวเองเพิ่มขึ้น ได้ทำกิจกรรมของตัวเองเป็นชิ้นเป็นอัน อารมณ์คงที่ ไม่หงุดหงิดใส่กัน แฮปปี้!
อุปสรรค
  1. ความกลัวลูกหิวระหว่างคืน: หากลูกอายุ10-13 สัปดาห์ หรือน้ำหนักเกิน 5.8 ก.ก. และตามประวัติน้ำหนักขึ้นได้ดี แปลว่าลูกสามารถนอนยาวโดยไม่ต้องตื่นมาทานนมได้แล้วค่ะ แต่เราต้องมั่นใจว่าให้ลูกทานนมเต็มที่ก่อนนอนนะคะ
  2. เสียงลูกร้องทรมานจิตใจ: ก่อนอื่นต้องมั่นใจว่า ลูกทานอิ่มแล้ว ไม่ได้ท้องอืด หรือมีความผิดปกติอื่นๆ เช่น โดนอะไรกดทับ  หากลูกง่วงแล้วเราวางเตียงแต่เค้าร้องไห้นั่นก็เพราะเค้าไม่รู้วิธีหลับด้วยตัวเองได้ เมื่อเราปล่อยให้ร้อง ลูกจะเรียนรู้เองว่าจะไม่มีตัวช่วยทำให้เค้าหลับอีกแล้ว จากนั้นก็จะหลับเองค่ะ ถ้าทนเสียงลูกร้องไม่ได้ แนะนำให้พ่อแม่ออกจากห้องค่ะ (แพนใช้วิธีออกจากห้องแล้วนอนอยู่ที่ประตูด้านนอกห้องในคืนแรกๆค่ะ หลังจากนั้นก็ใช้ baby monitor แล้วเราก็สามารถไปห้องอื่นทำกิจกรรมได้ตามปกติค่ะ)
  3. ลูกดูดนิ้วหลังวางลงเตียงหรือตื่นขึ้นมาระหว่างคืนแล้วดูดนิ้ว: เค้าไม่ได้หิวนะคะ แต่เค้ากำลังกล่อมตัวเองให้หลับอยู่ค่ะ
  4. การไม่เห็นด้วยหรือคำพูดของคนรอบข้าง: อธิบายให้เข้าใจว่าเรากำลังทำอะไร อย่างไร และทำไม แนะนำให้เป็นในเชิงแจ้งให้ทราบไม่ใช่การขออนุญาต อาจต้องทำใจว่าจะมีการกระทบกระทั่ง แต่รับรองจากประสบการณ์จริงว่าทุกคนจะมีความสุขมากหลังจากการฝึกสำเร็จค่ะ!

Keys to success
  1. ยึดมั่นว่า "ทำไม" เราจึงทำสิ่งนี้และเรากำลังให้ของขวัญที่วิเศษให้ลูก
  2. ถ้าเราใจอ่อน ผลเสียจะตกที่ลูก ไม่ใช่ที่เรา
  3. สามีมีส่วนสำคัญมากๆๆๆๆ กับความสำเร็จ
  4. Tip: อาจเลือกช่วง 2-5 วันที่ปู่ย่าตายายไม่อยู่ (เพราะท่านอาจทนเสียงหลานร้องไห้ไม่ได้)
  5. สุดท้าย หากอ่านแล้วมีคำถาม แพนยินดีตอบนะคะ แม้ประสบการณ์จะมีไม่มาก แต่มีกำลังใจให้เต็มที่
May Your Baby Sleep Long. Fighto!
แพน

Sunday, January 31, 2016

พ.ศ.2505 VS 2559 (54 ปีผ่านไป)

วันนี้เป็นวันแรก ครั้งแรกที่เริ่มเขียนบล็อค คงเป็นเพราะเป็นช่วงเวลาที่ "ว่าง" ที่สุดในชีวิต แล้วก็ประกอบกับความตั้งใจว่าจะจดบันทึกเรื่องราวต่างๆที่ได้รับฟังจากปากพ่อแม่ของตัวเองไว้ให้มากที่สุด เพื่อจะได้รำลึกถึงในอนาคต

เมื่อกี๊เพิ่งทานข้าวกลางวันกับพ่อและพินเสร็จ เป็นสุกี้แห้งที่พินโทรสั่งจากร้านเจ้เช็งปากซอย เป็นครั้งแรกที่น้องเด็กพม่าหน้าขาวใสขี่จักรยานมาส่งและกดออกหน้าบ้านแพน (แถมพูดอะไรเกี่ยวกับว่าน้ำผัก...สุกี้...ซักอย่าง เราฟังไม่เข้าใจ แต่คิดว่าไม่น่าใช่เรื่องซีเรียสอะไรเลยเออออไป) หลังจากทานเสร็จ พินก็กลับไปเตรียมตัวออกไปบิน แพนกับพ่อก็ตบท้ายมื้อด้วยแตงโมเนื้อสีแดงหวานกำลังพอดีที่พ่อ (หรือแม่) หั่นมา เรานึกได้ว่าแม่ดูภูมิใจมากที่ซื้อแตงโมมาจากตลาดไทเมื่อวานด้วยราคาลูกละ 30 บาท เลยถามพ่อว่า เอ๊ะ ถ้าเราซื้อแตงโมขนาดนี้ปกติเค้าขายกันเท่าไหร่ พ่อบอกว่าเค้าขายกันเป็นกิโล กิโลละ 30-40 บาท ฉะนั้น ถ้าลูกขนาดนี้ น่าจะซัก 3-4 กิโล ก็น่าจะเกินร้อยบาท เราก็ร้องโหหหห เข้าใจแล้วว่าทำไมแม่ภูมิใจมาก และยังต้องซื้อมาหลายลูก เพื่อให้คุ้มกับค่าน้ำมันรถ (ของน้ามณฑา) ที่ขับไป 40 กม.

จากนั้นพ่อก็เริ่มเล่าเรื่องที่จุดประกายให้เราเขียนบล็อคเป็นครั้งแรกวันนี้

ย้อนไปเมื่อปีพ.ศ.2505 ตอนที่พ่ออายุได้ 17 ปี พ่อเข้ามาเรียนในกรุงเทพฯเป็นครั้งแรก และเป็นคนแรกในบรรดาลูกปู่ย่าทั้งหมด 5 คน พ่อเริ่มต้นเล่าว่าสมัยนั้น พ่อเข้ามาพักอาศัยอยู่บ้านเช่าหลังนึงที่มีหลายๆห้อง ห้องอื่นๆก็เป็นพี่ๆคนขับรถแท็กซี่ที่ส่วนใหญ่มาเช่าเป็นรายวัน วันละ 5 บาท ของพ่อจ่ายเป็นรายเดือน เดือนละ 250 บาท รวมค่าที่พักและอาหารเช้าและอาหารเย็นที่ป้าเจ้าของบ้านจัดเตรียมให้

ในซอยบ้านพักที่พ่ออยู่จะมีร้านขายอาหารที่พ่อกินประจำอยู่ร้านนึง ขายข้าวแกงราคา 2 บาท และสุกี้ 3 บาท พ่อบอกว่าปกติพ่อจะกินได้แต่ข้าวแกงนี่แหละ เพราะสุกี้มันแพง (เวลาเจอเรื่องแบบนี้ เราก็ต้องคิดคำนวณว่า มันแพงกว่าตั้ง 50% อืม ก็จริงนะ ถ้าเป็นสมัยนี้ อาหารจานละ 50 บาท กับ 75 บาท ก็ถือว่าต่างกันมากอยู่) พ่อบอกว่าพวกคนที่สั่งสุกี้กินก็จะเป็นคนที่ทำงานร้านขายกล้อง พวกแคนน่อน อะไรพวกนั้น แต่งตัวดีๆมากิน พ่อเล่าแล้วทำหน้ายิ้มๆเหมือนจะบอกว่าตอนนั้นก็แอบอิจฉาเค้าอยู่เนืองๆ พ่อบอกว่าค่ารถไปกลับต่อวัน 1 บาท แล้วก็มีจ่ายค่าอะไรอีกซักย่าง 6 สลึง (1.5 บาท) สะระตะแล้ววันๆนึงใช้เงินไม่เกิน 5 บาท โอ้มายก้อดดดดด 5 บาท!!! หากลองคิดเทียบบัญญัติไตรยางค์ง่ายๆ (โง่ๆ) ว่าถ้าราคาข้าวแกง 2 อย่างสมัยนั้น เป็นราคา 2 บาท แล้วสมัยนี้ 40 บาท ก็แปลว่าราคาขึ้นมา 20 เท่า ถ้าเทียบกับค่ารถสมัยนี้ก็น่าจะเป็น 20 บาทไปกลับ และค่าใช้จ่ายทั้งวันก็จะเป็น 100 บาทเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงแล้วไซร้ มันไม่ใช่เลย มันไม่ใช่เลย (ถึงกับต้องเปล่งเสียงร้องเพลงเธอรู้หรือเปล่า ของใหม่ เจริญปุระ ออกมา!) ด้วยรูปแบบชีวิตที่เปลี่ยนไป การศึกษาที่เราได้รับ สังคมที่เราอยู่ เราไม่สามารถกลับไปเดินทางด้วยรถเมล์หรือขนส่งมวลชน (ที่ไม่ใช่รถไฟฟ้าหรือรถใต้ดิน) อีกต่อไป แค่สตาร์ทรถออกจากบ้าน เราก็มีค่าน้ำมันและค่าทางด่วนที่ต้องเสียแล้ว อย่างน้อยก็ 300 บาทเหนาะๆ นั่นหมายความว่าค่าเดินทางเราเพิ่มขึ้น 300 เท่าจากวันนั้นถึงวันนี้!!!